12 กรกฎาคม 2569 · อ้างอิงจาก Cryptopolitan
Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple ออกมาเปิดเผยว่าในช่วงที่ถูก SEC ยื่นฟ้องเมื่อปี 2020 บริษัทเคยอยู่บนขอบเหวของการปิดตัวอย่างจริงจัง โดยมีแนวทางหนึ่งที่หยิบขึ้นมาพิจารณาคือการแจกจ่าย XRP ให้ผู้ถือหุ้นและประกาศว่าบริษัทไม่ได้ถือโทเคนอีกต่อไป แต่สุดท้ายตัดสินใจสู้คดีแทน เพราะเกรงว่าพนักงานหลายร้อยคนจะสูญเสียงาน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นมีต้นทุนสูงมาก ทั้งเวลาที่เสียไปเกือบห้าปีและค่าทนายความที่รวมกันแล้วแตะหลักร้อยล้านดอลลาร์
ประเด็นที่ Brad เน้นย้ำตลอดการให้สัมภาษณ์คือปัญหาเชิงโครงสร้างของกฎหมายเก่าที่ถูกนำมาใช้กับเทคโนโลยีใหม่ โดยเปรียบว่าวงการคริปโตต้องการความชัดเจนทางกฎหมายในลักษณะเดียวกับที่อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตเคยได้รับในยุคกลางทศวรรษ 1990 เขาย้ำว่า XRP ไม่ใช่หลักทรัพย์ในแง่กฎหมาย เพราะผู้ถือ XRP ไม่ได้รับสิทธิใดๆ ในบริษัท ไม่ว่าจะเป็นหุ้น สิทธิออกเสียง หรือเงินปันผล และยังชี้ว่า Ripple เองระดมทุนด้วยการขายหุ้นจริงในช่วงปี 2012 ถึง 2016 ซึ่งต่างจาก XRP โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้เขายังเปรียบเทียบ XRP กับ Bitcoin ในแง่ที่ว่าทั้งคู่ไม่ได้ให้ความเป็นเจ้าของในองค์กร แต่ XRP มีจุดแข็งด้านความเร็วและค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ามากในการใช้งานจริงสำหรับสถาบันการเงิน
Brad ยังเล่าถึงประสบการณ์ที่น่าหงุดหน่ายยิ่งกว่า คือเขาเคยเดินทางไปพบ SEC ด้วยตัวเองหลายครั้งในช่วงปี 2017 ถึง 2019 โดยไม่มีทนายติดตาม และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนใดบอกว่า XRP อาจเข้าข่ายหลักทรัพย์ แต่กลับถูกฟ้องในภายหลัง ทั้งยังถูกกดดันเป็นการส่วนตัว โดย SEC เคยเสนอว่าจะยุติคดีของเขาหากยอมจ่ายค่าปรับ แต่จะยังคงดำเนินคดีกับ Ripple ต่อไป ซึ่งเขาปฏิเสธข้อเสนอนั้น
สำหรับนักลงทุนและผู้ที่ติดตาม XRP ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนด้านกฎหมายสามารถส่งผลกระทบต่อธุรกิจและราคาสินทรัพย์ได้อย่างรุนแรงและยาวนาน บทเรียนจากเคสนี้ยังแสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงตามทีมผู้นำของหน่วยงานกำกับดูแลมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมคริปโตโดยรวม ดังนั้นการติดตามพัฒนาการด้านกฎหมายในแต่ละประเทศจึงเป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการทำความเข้าใจความเสี่ยงของสินทรัพย์ดิจิทัล
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ